จุดประสงค์ของการตลาดคืออะไร? 5 ข้อสำคัญที่ธุรกิจควรรู้
ในโลกธุรกิจปัจจุบัน การตลาดไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่การโฆษณาสินค้าหรือพยายามทำให้คนจำนวนมากรู้จักแบรนด์เท่านั้น แต่การตลาดคือกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าใจลูกค้า สร้างความต้องการ สื่อสารคุณค่าของสินค้า และสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หลายธุรกิจอาจเข้าใจว่าการตลาดคือการยิงโฆษณา การทำโปรโมชั่น การลดราคา หรือการโพสต์ขายสินค้าผ่าน Facebook, TikTok และ Instagram แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการตลาดเท่านั้น เพราะหัวใจสำคัญของการตลาดคือการทำให้ธุรกิจสามารถเชื่อมต่อกับลูกค้าได้อย่างถูกต้อง
หากถามว่า จุดประสงค์ของการตลาดคืออะไร คำตอบสามารถแบ่งออกเป็นหลายด้าน แต่มี 5 จุดประสงค์หลักที่ธุรกิจทุกประเภทควรจุดประสงค์ของการตลาดคืออะไร? 5 ข้อสำคัญที่ธุรกิจควรรู้ ได้แก่
- สร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์
- เข้าใจและตอบสนองความต้องการของลูกค้า
- เพิ่มยอดขายและสร้างรายได้
- สร้างความแตกต่างและความได้เปรียบในการแข่งขัน
- สร้างความสัมพันธ์และรักษาฐานลูกค้าในระยะยาว
บทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจอย่างละเอียดว่า การตลาดมีจุดประสงค์อะไรบ้าง และแต่ละข้อสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจอย่างไร
1. จุดประสงค์ของการตลาดคือการสร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์
หนึ่งในจุดประสงค์สำคัญที่สุดของการตลาดคือ การทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักธุรกิจ สินค้า และแบรนด์ของเรา
เพราะไม่ว่าสินค้าของคุณจะดีมากแค่ไหน มีคุณภาพสูงเพียงใด หรือมีราคาที่แข่งขันได้มากขนาดไหน แต่หากไม่มีใครรู้ว่าธุรกิจของคุณมีอยู่ โอกาสในการขายก็จะเกิดขึ้นได้ยาก
การสร้างการรับรู้ หรือ Brand Awareness จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการตลาดทุกประเภท
การสร้างการรับรู้คืออะไร
การสร้างการรับรู้คือการทำให้ผู้คนสามารถ
- รู้จักชื่อแบรนด์
- จำโลโก้ได้
- จำสินค้าได้
- รู้ว่าธุรกิจของคุณขายอะไร
- เข้าใจจุดเด่นของแบรนด์
- รู้ว่าควรเลือกคุณเมื่อมีความต้องการสินค้า
ตัวอย่างเช่น หากลูกค้ากำลังมองหาร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า สินค้าออนไลน์ หรือบริการต่าง ๆ แบรนด์ที่ลูกค้านึกถึงเป็นอันดับแรกย่อมมีโอกาสได้รับเลือกมากกว่าแบรนด์ที่ลูกค้าไม่เคยรู้จัก
นี่คือเหตุผลว่าทำไมธุรกิจจำนวนมากจึงลงทุนกับการทำคอนเทนต์ การโฆษณา และการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์
ช่องทางที่ช่วยสร้างการรับรู้
ปัจจุบันธุรกิจสามารถสร้างการรับรู้ได้หลายช่องทาง เช่น
- TikTok
- YouTube
- เว็บไซต์
- SEO
- Influencer
- โฆษณาออนไลน์
- การตลาดผ่านคอนเทนต์
แต่สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การใช้ทุกช่องทางพร้อมกัน ธุรกิจควรเลือกช่องทางที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าของตัวเอง
เช่น หากกลุ่มลูกค้าเป็นวัยรุ่น TikTok และ Instagram อาจเป็นช่องทางที่เหมาะสม แต่หากธุรกิจต้องการลูกค้าที่กำลังค้นหาสินค้าหรือบริการอยู่แล้ว เว็บไซต์และ SEO อาจช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้ตรงกลุ่มมากกว่า
ทำไมการรับรู้จึงสำคัญ
เพราะลูกค้าส่วนใหญ่มักไม่ได้ตัดสินใจซื้อสินค้าในครั้งแรกที่เห็นโฆษณา
ลูกค้าอาจ
- เห็นแบรนด์ครั้งแรก
- เริ่มจำชื่อได้
- เห็นคอนเทนต์อีกครั้ง
- เริ่มสนใจสินค้า
- เข้าไปดูเว็บไซต์
- อ่านรีวิว
- เปรียบเทียบราคา
- และตัดสินใจซื้อในภายหลัง
ดังนั้น การตลาดที่ดีจึงต้องสร้างการมองเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แบรนด์ค่อย ๆ เข้าไปอยู่ในความทรงจำของลูกค้า
เมื่อถึงวันที่ลูกค้าต้องการสินค้า แบรนด์ของคุณก็มีโอกาสถูกเลือกมากขึ้น
การสร้างการรับรู้ไม่ควรเน้นแค่จำนวนคนเห็น
หลายธุรกิจมุ่งเน้นเพียงแค่ต้องการให้โพสต์มีคนเห็นจำนวนมาก แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ คนที่เห็นเป็นกลุ่มเป้าหมายของเราหรือไม่
การที่โพสต์มีคนเห็น 100,000 คนอาจไม่ได้มีประโยชน์มากนัก หากคนเหล่านั้นไม่มีโอกาสซื้อสินค้า
ในทางกลับกัน การเข้าถึงคนเพียง 10,000 คน แต่เป็นกลุ่มที่สนใจสินค้าของคุณจริง อาจสร้างยอดขายได้มากกว่า
ดังนั้น จุดประสงค์ของการตลาดไม่ใช่แค่ทำให้คนเห็นเยอะ แต่ต้องทำให้ คนที่เหมาะสมเห็นแบรนด์ของเรา
2. จุดประสงค์ของการตลาดคือการเข้าใจและตอบสนองความต้องการของลูกค้า
การตลาดที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า
เราขายอะไรดี
แต่ควรเริ่มต้นจากคำถามว่า
ลูกค้าต้องการอะไร
นี่คือหัวใจสำคัญของการตลาดสมัยใหม่
ธุรกิจที่เข้าใจลูกค้าจะสามารถสร้างสินค้า บริการ และคอนเทนต์ที่ตรงกับความต้องการได้มากกว่าธุรกิจที่คิดจากมุมมองของตัวเองเพียงฝ่ายเดียว
การเข้าใจลูกค้าหมายถึงอะไร
ธุรกิจควรศึกษาว่าลูกค้าของตัวเองคือใคร เช่น
- อายุเท่าไหร่
- เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย
- ทำอาชีพอะไร
- มีรายได้ประมาณเท่าไหร่
- ใช้โซเชียลแพลตฟอร์มอะไร
- สนใจเรื่องอะไร
- มีปัญหาอะไร
- ต้องการแก้ปัญหาแบบไหน
- มีพฤติกรรมการซื้ออย่างไร
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนการตลาดได้แม่นยำขึ้น
ตัวอย่างเช่น หากคุณขายสินค้าสำหรับวัยรุ่น การทำโฆษณาด้วยข้อความที่เป็นทางการมากเกินไปอาจไม่สามารถดึงดูดความสนใจได้
แต่หากเข้าใจว่ากลุ่มเป้าหมายชอบคอนเทนต์แบบสนุก รวดเร็ว และมีความทันสมัย ธุรกิจก็สามารถปรับรูปแบบการสื่อสารให้เหมาะสมได้
ลูกค้าไม่ได้ซื้อสินค้าเพราะสินค้าเท่านั้น
สิ่งหนึ่งที่นักการตลาดควรเข้าใจคือ ลูกค้าไม่ได้ซื้อสินค้าเพียงเพราะตัวสินค้า
แต่ลูกค้ามักซื้อ
- ความสะดวก
- ความมั่นใจ
- การแก้ปัญหา
- ประสบการณ์
- ความรู้สึก
- ภาพลักษณ์
- ความคุ้มค่า
ตัวอย่างเช่น คนที่ซื้อโทรศัพท์มือถืออาจไม่ได้ต้องการเพียงโทรศัพท์
แต่ต้องการ
- กล้องที่ถ่ายรูปสวย
- เครื่องที่ใช้งานเร็ว
- ภาพลักษณ์ที่ดูดี
- ความสะดวกในการทำงาน
- ความบันเทิง
ดังนั้น การตลาดที่ดีต้องค้นหาให้ได้ว่าลูกค้าต้องการอะไรจริง ๆ
การตลาดช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้า
หนึ่งในหน้าที่สำคัญของการตลาดคือการเชื่อมโยงระหว่างปัญหาของลูกค้ากับสินค้าหรือบริการของธุรกิจ
ก่อนที่จะขายสินค้า ธุรกิจควรถามว่า
สินค้าของเราช่วยลูกค้าได้อย่างไร
เช่น
ลูกค้าไม่มีเวลา
→ ธุรกิจนำเสนอความรวดเร็ว
ลูกค้าไม่รู้วิธีเลือกสินค้า
→ ธุรกิจให้คำแนะนำ
ลูกค้ากลัวซื้อสินค้าแล้วไม่คุ้ม
→ ธุรกิจนำเสนอรีวิวและการรับประกัน
ลูกค้าต้องการความสะดวก
→ ธุรกิจพัฒนาระบบให้ใช้งานง่าย
เมื่อนักการตลาดเข้าใจปัญหาของลูกค้า การสื่อสารก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แทนที่จะบอกเพียงว่า
สินค้าของเราดีที่สุด
ควรสื่อสารว่า
สินค้าของเราช่วยแก้ปัญหาอะไรให้คุณได้
ข้อความแบบนี้มักทำให้ลูกค้าเข้าใจคุณค่าของสินค้าได้ชัดเจนกว่า
การฟังลูกค้าคือส่วนหนึ่งของการตลาด
ธุรกิจสมัยใหม่สามารถเรียนรู้ความต้องการของลูกค้าได้จากหลายช่องทาง เช่น
- รีวิว
- คอมเมนต์
- ข้อความสอบถาม
- การพูดคุยกับลูกค้า
- แบบสอบถาม
- ข้อมูลการขาย
- พฤติกรรมบนเว็บไซต์
- คำค้นหาบน Google
ทุกข้อมูลสามารถนำมาพัฒนาการตลาดได้
ตัวอย่างเช่น หากลูกค้าจำนวนมากถามคำถามเดิมซ้ำ ๆ นั่นอาจเป็นหัวข้อที่ธุรกิจควรนำมาทำเป็นคอนเทนต์
หากลูกค้าหลายคนบอกว่าสินค้าใช้งานยาก ธุรกิจก็ควรนำข้อมูลไปพัฒนาสินค้า
การตลาดจึงไม่ใช่การพูดอยู่ฝ่ายเดียว แต่คือ การสื่อสารระหว่างธุรกิจและลูกค้า
3. จุดประสงค์ของการตลาดคือการเพิ่มยอดขายและสร้างรายได้
แน่นอนว่าหนึ่งในเป้าหมายหลักของธุรกิจคือการสร้างรายได้
และการตลาดมีหน้าที่สำคัญในการช่วยเปลี่ยนคนที่ยังไม่รู้จักแบรนด์ ให้กลายเป็นลูกค้า
แต่การเพิ่มยอดขายไม่ได้หมายความว่าต้องขายสินค้าอย่างเดียว
กระบวนการตลาดที่ดีมักมีหลายขั้นตอน
ขั้นตอนของการตลาดก่อนเกิดยอดขาย
โดยทั่วไปลูกค้าอาจผ่านขั้นตอนดังนี้
รู้จักแบรนด์ → สนใจ → ศึกษาข้อมูล → เปรียบเทียบ → ตัดสินใจซื้อ → กลับมาซื้อซ้ำ
ธุรกิจจึงต้องทำการตลาดให้เหมาะสมกับแต่ละขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1 ทำให้ลูกค้ารู้จัก
ใช้คอนเทนต์ โฆษณา หรือช่องทางออนไลน์เพื่อให้ลูกค้าเห็นแบรนด์
ขั้นตอนที่ 2 ทำให้ลูกค้าสนใจ
นำเสนอเนื้อหาที่น่าสนใจ เช่น
- ความรู้
- รีวิว
- วิดีโอ
- โปรโมชั่น
- จุดเด่นสินค้า
ขั้นตอนที่ 3 สร้างความเชื่อมั่น
ลูกค้าอาจต้องการข้อมูลเพิ่มเติม เช่น
- รีวิวจากลูกค้าจริง
- ผลงานที่ผ่านมา
- ข้อมูลบริษัท
- วิธีใช้งาน
- การรับประกัน
ขั้นตอนที่ 4 กระตุ้นให้ตัดสินใจ
อาจใช้
- โปรโมชั่น
- ส่วนลด
- ของแถม
- ข้อเสนอพิเศษ
- จำนวนจำกัด
ขั้นตอนที่ 5 รักษาลูกค้า
หลังจากขายแล้ว ธุรกิจควรดูแลลูกค้าเพื่อให้กลับมาซื้อซ้ำ
นี่คือสิ่งที่หลายธุรกิจมองข้าม
ยอดขายไม่ได้มาจากการลดราคาเสมอไป
ธุรกิจจำนวนมากพยายามเพิ่มยอดขายด้วยการลดราคา
แต่การลดราคาบ่อยเกินไปอาจทำให้ลูกค้าเคยชิน และรอซื้อเฉพาะช่วงโปรโมชั่น
การตลาดที่ดีจึงควรเพิ่มคุณค่าให้สินค้า ไม่ใช่ลดราคาอย่างเดียว
ตัวอย่างการเพิ่มคุณค่า เช่น
- บริการหลังการขาย
- ให้คำแนะนำ
- เพิ่มความสะดวก
- พัฒนาคุณภาพ
- สร้างประสบการณ์ที่ดี
- ทำให้การซื้อสินค้าง่ายขึ้น
เมื่อลูกค้ารู้สึกว่าสินค้ามีคุณค่าและคุ้มราคา โอกาสในการซื้อก็จะเพิ่มขึ้น
การตลาดออนไลน์ช่วยเพิ่มโอกาสในการขาย
ปัจจุบันลูกค้าอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้น
ก่อนซื้อสินค้า ลูกค้าอาจ
- ค้นหาใน Google
- ดู TikTok
- อ่านรีวิว
- ดู Facebook
- เข้าเว็บไซต์
- เปรียบเทียบราคา
- ดูความคิดเห็นจากลูกค้าคนอื่น
หากธุรกิจไม่มีตัวตนในช่องทางที่ลูกค้าใช้งาน อาจทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจ
การตลาดออนไลน์จึงมีบทบาทสำคัญ เพราะช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ตลอดเวลา
เว็บไซต์สามารถทำหน้าที่เป็นพนักงานขายได้ 24 ชั่วโมง
บทความ SEO สามารถช่วยดึงลูกค้าที่กำลังค้นหาสินค้า
คอนเทนต์สามารถช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ
โซเชียลมีเดียสามารถช่วยสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า
เมื่อทุกช่องทางทำงานร่วมกัน การตลาดก็สามารถช่วยสร้างยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง
4. จุดประสงค์ของการตลาดคือการสร้างความแตกต่างและความได้เปรียบในการแข่งขัน
ปัจจุบันไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไร คู่แข่งก็มีจำนวนมาก
ร้านกาแฟมีเป็นร้อยร้าน
ร้านเสื้อผ้ามีเป็นพันร้าน
ธุรกิจออนไลน์มีคู่แข่งจากทั่วประเทศ
ดังนั้น คำถามสำคัญคือ
ทำไมลูกค้าต้องเลือกเรา
นี่คือสิ่งที่การตลาดต้องช่วยตอบ
ความแตกต่างคือสิ่งสำคัญ
ธุรกิจไม่จำเป็นต้องดีที่สุดในทุกเรื่อง
แต่ควรมีบางอย่างที่ทำให้ลูกค้าจดจำได้
อาจเป็น
- ราคาที่คุ้มค่า
- คุณภาพที่ดี
- บริการรวดเร็ว
- การออกแบบสวย
- ระบบใช้งานง่าย
- การดูแลลูกค้า
- ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
- ภาพลักษณ์ของแบรนด์
ตัวอย่างเช่น ร้านอาหารสองร้านอาจขายอาหารประเภทเดียวกัน
แต่ร้านหนึ่งเน้นราคาประหยัด
อีกร้านเน้นวัตถุดิบพรีเมียม
แม้จะขายสินค้าประเภทเดียวกัน แต่กลุ่มลูกค้าอาจแตกต่างกัน
นี่คือการวางตำแหน่งทางการตลาด
การสร้าง Brand Positioning
Brand Positioning คือการทำให้ลูกค้ารู้ว่าแบรนด์ของคุณมีตำแหน่งแบบไหนในตลาด
เช่น
แบรนด์ราคาประหยัด
แบรนด์พรีเมียม
แบรนด์สำหรับวัยรุ่น
แบรนด์สำหรับมืออาชีพ
แบรนด์ที่เน้นความรวดเร็ว
แบรนด์ที่เน้นเทคโนโลยี
เมื่อธุรกิจมีตำแหน่งที่ชัดเจน การสื่อสารก็จะง่ายขึ้น
ลูกค้าจะเริ่มเข้าใจว่าแบรนด์ของคุณเหมาะกับใคร
อย่าพยายามขายให้ทุกคน
หนึ่งในข้อผิดพลาดของธุรกิจคือพยายามขายให้ทุกคน
เพราะคิดว่ายิ่งกลุ่มลูกค้ากว้าง ยอดขายยิ่งมาก
แต่ความจริงคือ การพยายามพูดกับทุกคนอาจทำให้ไม่มีใครรู้สึกว่าคุณกำลังพูดกับเขา
ตัวอย่างเช่น
หากขายสินค้าให้ทุกวัย ทุกเพศ ทุกอาชีพ
การทำคอนเทนต์จะไม่มีจุดเด่น
แต่หากเลือกกลุ่มเป้าหมายชัดเจน เช่น
ผู้ประกอบการออนไลน์
ร้านค้าออนไลน์
วัยรุ่น
คนทำงาน
เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก
คุณจะสามารถออกแบบเนื้อหาและบริการให้ตรงกับกลุ่มนั้นได้ง่ายกว่า
การตลาดช่วยสร้างภาพจำ
ภาพจำของแบรนด์เกิดจากสิ่งต่าง ๆ เช่น
- โลโก้
- สี
- รูปแบบภาพ
- ภาษา
- การบริการ
- คอนเทนต์
- เว็บไซต์
- ประสบการณ์ลูกค้า
หากแบรนด์ใช้รูปแบบที่สม่ำเสมอ ลูกค้าจะเริ่มจำได้ง่ายขึ้น
ตัวอย่างเช่น เมื่อเห็นสีบางสีหรือรูปแบบบางอย่าง ลูกค้าอาจนึกถึงแบรนด์ทันที
การสร้างภาพจำจึงเป็นส่วนสำคัญของการแข่งขันในระยะยาว
5. จุดประสงค์ของการตลาดคือการสร้างความสัมพันธ์และรักษาฐานลูกค้า
การขายสินค้าให้ลูกค้าใหม่มีความสำคัญ
แต่การรักษาลูกค้าเก่าก็สำคัญไม่แพ้กัน
ลูกค้าที่เคยซื้อและได้รับประสบการณ์ที่ดี มีโอกาส
- ซื้อซ้ำ
- ซื้อสินค้าเพิ่มเติม
- แนะนำเพื่อน
- รีวิวสินค้า
- กลายเป็นลูกค้าประจำ
ดังนั้น การตลาดที่ดีไม่ควรจบลงหลังจากลูกค้าชำระเงิน
แต่ควรเริ่มสร้างความสัมพันธ์ต่อไป
ทำไมลูกค้าเก่าจึงสำคัญ
การหาลูกค้าใหม่ต้องใช้
- เวลา
- งบประมาณ
- การโฆษณา
- การสร้างความน่าเชื่อถือ
แต่ลูกค้าเก่ารู้จักธุรกิจอยู่แล้ว
หากได้รับบริการที่ดี ลูกค้าก็มีโอกาสกลับมาใช้บริการอีก
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ธุรกิจจำนวนมากให้ความสำคัญกับ
Customer Relationship
หรือการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า
วิธีรักษาลูกค้า
ธุรกิจสามารถรักษาลูกค้าได้หลายวิธี เช่น
1. ให้บริการที่ดี
ตอบคำถามรวดเร็ว ดูแลลูกค้าอย่างจริงใจ
2. มีระบบหลังการขาย
ไม่หายไปหลังจากลูกค้าซื้อสินค้า
3. สร้างคอนเทนต์ที่มีประโยชน์
ทำให้ลูกค้ายังคงติดตามแบรนด์
4. มีโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าเก่า
สร้างความรู้สึกพิเศษให้ลูกค้า
5. รับฟังความคิดเห็น
นำข้อเสนอแนะมาพัฒนาธุรกิจ
ลูกค้าที่พอใจคือเครื่องมือการตลาดที่ดี
การตลาดที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งคือการบอกต่อ
หากลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดี ลูกค้าอาจแนะนำสินค้าให้กับ
- เพื่อน
- ครอบครัว
- คนรู้จัก
- ผู้ติดตามในโซเชียล
การแนะนำจากคนใกล้ตัวมักมีความน่าเชื่อถือสูง
ดังนั้น การลงทุนกับประสบการณ์ลูกค้าจึงเป็นการตลาดรูปแบบหนึ่งเช่นกัน
สร้าง Community รอบแบรนด์
ปัจจุบันหลายแบรนด์ไม่ได้ต้องการเพียงลูกค้า แต่ต้องการสร้าง Community
Community คือกลุ่มคนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน และรู้สึกเชื่อมโยงกับแบรนด์
ตัวอย่างเช่น
แบรนด์กีฬาอาจสร้างกลุ่มคนรักสุขภาพ
แบรนด์เกมอาจสร้างกลุ่มผู้เล่น
แบรนด์ความงามอาจสร้างกลุ่มคนรักการดูแลตัวเอง
เมื่อแบรนด์สามารถสร้างชุมชนได้ ลูกค้าจะรู้สึกว่าไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อสินค้า
แต่เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์
สิ่งนี้ช่วยสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาวได้อย่างมาก
การตลาดที่ดีควรมีเป้าหมายที่ชัดเจน
หลังจากเข้าใจจุดประสงค์ทั้ง 5 ข้อแล้ว สิ่งสำคัญต่อมาคือ ธุรกิจต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน
เพราะการทำการตลาดโดยไม่มีเป้าหมาย ก็เหมือนกับการเดินทางโดยไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน
ตัวอย่างเป้าหมายทางการตลาด เช่น
- เพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์
- เพิ่มยอดขาย
- เพิ่มจำนวนลูกค้าใหม่
- เพิ่มผู้ติดตาม
- เพิ่มการมีส่วนร่วม
- สร้างการรับรู้แบรนด์
- เพิ่มยอดซื้อซ้ำ
- เพิ่มจำนวนคนสมัครสมาชิก
เมื่อมีเป้าหมายชัดเจน ธุรกิจก็สามารถวัดผลได้
ตัวอย่าง
หากเป้าหมายคือเพิ่มยอดขาย
ควรวัด
- จำนวนคำสั่งซื้อ
- รายได้
- อัตราการซื้อ
- ต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้า
หากเป้าหมายคือเพิ่มการรับรู้
ควรวัด
- จำนวนคนเข้าถึง
- จำนวนการเข้าชม
- จำนวนผู้ค้นหาแบรนด์
- การเติบโตของผู้ติดตาม
การวัดผลจะช่วยให้รู้ว่าการตลาดที่ทำอยู่มีประสิทธิภาพหรือไม่
การตลาดในยุคดิจิทัลเปลี่ยนไปอย่างไร
ในอดีตธุรกิจอาจใช้วิธี
- แจกใบปลิว
- ลงหนังสือพิมพ์
- ซื้อโฆษณาทีวี
- ป้ายโฆษณา
แต่ปัจจุบันการตลาดเปลี่ยนไปอย่างมาก
ลูกค้าใช้เวลาอยู่บนอินเทอร์เน็ตมากขึ้น
ธุรกิจจึงต้องเรียนรู้การทำตลาดผ่านช่องทางดิจิทัล
ช่องทางสำคัญในปัจจุบัน
เว็บไซต์
เว็บไซต์ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและเป็นศูนย์กลางข้อมูลของธุรกิจ
SEO
ช่วยให้เว็บไซต์มีโอกาสปรากฏเมื่อคนค้นหาบน Google
Social Media
ช่วยสร้างความสัมพันธ์และสื่อสารกับลูกค้า
Video Marketing
วิดีโอช่วยให้ลูกค้าเข้าใจสินค้าได้ง่ายและรวดเร็ว
Influencer Marketing
ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มผู้ติดตามเฉพาะทาง
Content Marketing
สร้างเนื้อหาที่มีประโยชน์เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย
ธุรกิจที่สามารถนำหลายช่องทางมาทำงานร่วมกันได้ จะมีโอกาสสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้น
5 จุดประสงค์ของการตลาดสรุปง่าย ๆ
หากสรุปให้เข้าใจง่าย จุดประสงค์ของการตลาดมีดังนี้
1. ทำให้คนรู้จักเรา
สร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์ สินค้า และบริการ
2. เข้าใจลูกค้า
ศึกษาความต้องการ ปัญหา และพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย
3. เพิ่มยอดขาย
เปลี่ยนคนที่สนใจให้กลายเป็นลูกค้า และสร้างรายได้ให้ธุรกิจ
4. สร้างความแตกต่าง
ทำให้ลูกค้าเห็นเหตุผลว่าทำไมควรเลือกแบรนด์ของเรา
5. รักษาลูกค้า
สร้างความสัมพันธ์เพื่อให้เกิดการซื้อซ้ำและการบอกต่อ
ธุรกิจขนาดเล็กควรเริ่มทำการตลาดอย่างไร
สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่มีงบประมาณจำกัด ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนจำนวนมาก
สามารถเริ่มต้นจากขั้นตอนง่าย ๆ
ขั้นตอนที่ 1 รู้ว่าลูกค้าคือใคร
กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน
ขั้นตอนที่ 2 สร้างตัวตนออนไลน์
เลือกช่องทางที่เหมาะสม เช่น Facebook, TikTok หรือเว็บไซต์
ขั้นตอนที่ 3 สร้างคอนเทนต์
เนื้อหาไม่ควรมีแต่การขาย
ควรมี
- ความรู้
- รีวิว
- วิธีแก้ปัญหา
- ความบันเทิง
- เรื่องราวของแบรนด์
ขั้นตอนที่ 4 สร้างความน่าเชื่อถือ
ใช้รีวิว ผลงาน และข้อมูลที่ชัดเจน
ขั้นตอนที่ 5 วัดผล
ดูว่าคอนเทนต์หรือแคมเปญไหนสร้างผลลัพธ์ได้ดีที่สุด
จากนั้นนำข้อมูลมาปรับปรุงต่อ
ข้อผิดพลาดที่ธุรกิจมักทำในการตลาด
แม้จะมีการทำการตลาด แต่หลายธุรกิจก็ยังไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ เพราะมีข้อผิดพลาดบางอย่าง
1. เน้นขายมากเกินไป
โพสต์ทุกโพสต์มีแต่คำว่า ซื้อเลย โปรโมชั่น ลดราคา
ลูกค้าอาจเริ่มรู้สึกเบื่อ
ควรสร้างเนื้อหาที่ให้ประโยชน์ด้วย
2. ไม่รู้จักกลุ่มเป้าหมาย
ทำคอนเทนต์โดยไม่ได้ศึกษาลูกค้า
ทำให้การสื่อสารไม่ตรงกับความต้องการ
3. ทำไม่ต่อเนื่อง
โพสต์เพียงไม่กี่ครั้งแล้วหยุด
การตลาดต้องใช้เวลาในการสร้างความน่าเชื่อถือ
4. ไม่วัดผล
ไม่รู้ว่าการตลาดแบบไหนได้ผล
ทำให้ใช้งบประมาณโดยไม่เกิดประโยชน์สูงสุด
5. ลอกคู่แข่งมากเกินไป
การศึกษาแนวทางของคู่แข่งเป็นเรื่องดี
แต่ธุรกิจควรมีจุดเด่นของตัวเอง
เพราะหากทุกอย่างเหมือนคู่แข่ง ลูกค้าก็ไม่มีเหตุผลที่จะเลือกคุณ
การตลาดไม่ใช่ต้นทุน แต่คือการลงทุน
ธุรกิจจำนวนมากมองว่าค่าโฆษณา ค่าทำเว็บไซต์ หรือค่าผลิตคอนเทนต์เป็นต้นทุน
แต่หากวางแผนอย่างถูกต้อง การตลาดคือการลงทุน
เพราะสามารถช่วยสร้าง
- ลูกค้าใหม่
- รายได้ใหม่
- การรับรู้
- ความน่าเชื่อถือ
- ฐานลูกค้าระยะยาว
แน่นอนว่าการตลาดทุกประเภทไม่ได้ให้ผลทันที
บางอย่างต้องใช้เวลา เช่น
SEO ต้องใช้เวลาในการสร้างอันดับ
การสร้างแบรนด์ต้องใช้เวลาในการทำให้ลูกค้าจดจำ
การสร้าง Community ต้องใช้เวลาในการสร้างความสัมพันธ์
แต่หากทำอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์สามารถสะสมและเติบโตได้ในระยะยาว
สรุป: จุดประสงค์ของการตลาดคืออะไร?
การตลาดไม่ใช่เพียงการขายสินค้า และไม่ใช่แค่การโฆษณา
แต่การตลาดคือกระบวนการที่ช่วยให้ธุรกิจเข้าใจลูกค้า สื่อสารคุณค่า สร้างความแตกต่าง และสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมาย
5 จุดประสงค์หลักของการตลาด ได้แก่
1. สร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์
ทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักและจดจำธุรกิจ
2. เข้าใจความต้องการของลูกค้า
เพื่อสร้างสินค้า บริการ และเนื้อหาที่ตรงกับความต้องการ
3. เพิ่มยอดขายและรายได้
เปลี่ยนผู้สนใจให้กลายเป็นลูกค้า
4. สร้างความแตกต่างในการแข่งขัน
ทำให้ลูกค้าเห็นว่าทำไมควรเลือกแบรนด์ของคุณ
5. สร้างความสัมพันธ์ระยะยาว
รักษาลูกค้า สร้างการซื้อซ้ำ และการบอกต่อ
ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจสูงขึ้นทุกวัน การทำการตลาดอย่างมีเป้าหมายจะช่วยให้ธุรกิจไม่ต้องแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว
ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในระยะยาวมักเป็นธุรกิจที่ เข้าใจลูกค้า รู้ว่าตัวเองแตกต่างอย่างไร และสามารถสื่อสารคุณค่าให้ลูกค้าเห็นได้อย่างชัดเจน
ดังนั้น ก่อนเริ่มทำการตลาดครั้งต่อไป ลองถามตัวเองว่า
เราต้องการให้ลูกค้ารู้จักเราอย่างไร?
ลูกค้าของเราต้องการอะไร?
สินค้าของเราช่วยแก้ปัญหาอะไร?
อะไรคือเหตุผลที่ลูกค้าต้องเลือกเรา?
และเราจะทำอย่างไรให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอีกครั้ง?
หากธุรกิจสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน การตลาดก็จะไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่าย แต่จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว