การทำการตลาดมีข้อควรระวังอย่างไรบ้าง? รวมเรื่องสำคัญที่ธุรกิจไม่ควรมองข้าม
การทำการตลาดเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ เพราะไม่ว่าสินค้าหรือบริการจะมีคุณภาพมากแค่ไหน หากลูกค้าไม่รู้จัก ไม่เห็นสินค้า หรือไม่เข้าใจว่าธุรกิจสามารถตอบโจทย์อะไรได้ การสร้างยอดขายก็อาจเป็นเรื่องยาก
ปัจจุบันการตลาดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการโฆษณาผ่านโทรทัศน์ ป้ายโฆษณา หรือสื่อสิ่งพิมพ์อีกต่อไป แต่ครอบคลุมไปถึง Facebook, TikTok, Instagram, YouTube, เว็บไซต์, Search Engine, Influencer, การทำคอนเทนต์ และช่องทางออนไลน์อีกมากมาย ทำให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีรายละเอียดและความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังมากขึ้นด้วย
การทำการตลาดที่ดีจึงไม่ใช่เพียงการพยายามทำให้คนเห็นสินค้าให้มากที่สุด แต่ต้องคำนึงถึงความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ กลุ่มเป้าหมาย งบประมาณ ภาพลักษณ์ และผลกระทบระยะยาวด้วย
บทความนี้จะพาไปดูข้อควรระวังสำคัญในการทำการตลาด เพื่อช่วยให้ธุรกิจวางแผนการตลาดได้อย่างรอบคอบและลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น
1. อย่าทำการตลาดโดยไม่รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายคือใคร
ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยคือการพยายามขายสินค้าให้กับทุกคน เพราะคิดว่ายิ่งเข้าถึงคนจำนวนมากยิ่งมีโอกาสขายได้มากขึ้น
ในความเป็นจริง ลูกค้าแต่ละกลุ่มมีความสนใจ พฤติกรรม และปัญหาที่แตกต่างกัน เช่น ร้านขายเสื้อผ้าวัยรุ่นอาจต้องสื่อสารแตกต่างจากร้านขายเสื้อผ้าสำหรับวัยทำงาน หรือธุรกิจอาหารสำหรับครอบครัวก็ไม่จำเป็นต้องใช้ข้อความเดียวกับร้านอาหารที่เน้นกลุ่มนักศึกษา
ก่อนเริ่มทำการตลาดจึงควรตอบคำถามให้ได้ว่า
- ลูกค้าหลักคือใคร
- อายุประมาณเท่าไร
- อยู่ที่ไหน
- มีความสนใจเรื่องอะไร
- มีปัญหาอะไรที่สินค้าของเราช่วยแก้ได้
- ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ใดเป็นหลัก
- ปัจจัยอะไรที่ทำให้ตัดสินใจซื้อ
เมื่อรู้จักลูกค้ามากขึ้น การสร้างคอนเทนต์และเลือกช่องทางการตลาดก็จะมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น
2. ระวังการใช้งบโฆษณาโดยไม่มีการวัดผล
การลงโฆษณาไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จเสมอไป หากธุรกิจใช้เงินจำนวนมากโดยไม่ติดตามผล อาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายโดยไม่รู้ว่าเงินที่ลงทุนไปสร้างผลลัพธ์อะไรกลับมา
ตัวเลขที่ควรติดตามอาจประกอบด้วยจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ การมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ จำนวนผู้ติดต่อสอบถาม จำนวนลูกค้าใหม่ ต้นทุนต่อการได้ลูกค้า และยอดขายที่เกิดจากแคมเปญ
สิ่งสำคัญคืออย่าดูเพียงยอดวิวหรือยอดไลค์ เพราะตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนผลทางธุรกิจทั้งหมดเสมอไป
ตัวอย่างเช่น โพสต์หนึ่งมีคนดูจำนวนมาก แต่ไม่มีคนสอบถามหรือซื้อสินค้า ขณะที่อีกโพสต์มีคนดูไม่มาก แต่สามารถสร้างลูกค้าได้หลายราย ธุรกิจจึงควรวิเคราะห์ว่าตัวเลขใดสอดคล้องกับเป้าหมายมากที่สุด
3. อย่าโฆษณาเกินจริง
ความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งที่ใช้เวลาสร้าง แต่สามารถเสียไปได้อย่างรวดเร็วหากธุรกิจสื่อสารข้อมูลที่เกินจริงหรือทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด
การใช้ข้อความ เช่น “ดีที่สุดในประเทศ” “การันตีผล 100%” “เห็นผลแน่นอน” หรือข้อความอื่น ๆ ที่เป็นการกล่าวอ้างอย่างเด็ดขาด ควรตรวจสอบว่ามีหลักฐานรองรับและสอดคล้องกับกฎหมายหรือไม่
โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหาร สุขภาพ ความงาม การเงิน หรือสินค้าที่อยู่ภายใต้กฎระเบียบเฉพาะ ควรให้ความสำคัญกับข้อกำหนดด้านการโฆษณาเป็นพิเศษ
หลักง่าย ๆ คือ พูดสิ่งที่พิสูจน์ได้ และอย่าสัญญาผลลัพธ์ที่ธุรกิจไม่สามารถควบคุมได้
4. ระวังการใช้รูปภาพและเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์
การทำคอนเทนต์ออนไลน์อาจทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าสามารถนำรูปภาพ เพลง วิดีโอ หรือข้อความจากอินเทอร์เน็ตมาใช้ได้อย่างอิสระ
ในความเป็นจริง เนื้อหาจำนวนมากมีเจ้าของลิขสิทธิ์ การนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตอาจสร้างปัญหาให้กับธุรกิจได้
ดังนั้นควรใช้ภาพที่ธุรกิจสร้างขึ้นเอง ภาพที่ได้รับอนุญาต หรือทรัพยากรที่มีเงื่อนไขการใช้งานเหมาะสมกับวัตถุประสงค์
นอกจากนี้ควรตรวจสอบเรื่องเพลง ฟอนต์ วิดีโอ ไอคอน และองค์ประกอบกราฟิกต่าง ๆ ด้วย เพราะบางครั้งธุรกิจอาจระวังเฉพาะรูปภาพ แต่ลืมตรวจสอบส่วนประกอบอื่น
5. อย่าให้ความสำคัญกับยอดไลค์มากกว่าคุณค่าของธุรกิจ
ยอดไลค์ ผู้ติดตาม หรือยอดวิวเป็นตัวเลขที่ช่วยสะท้อนการตอบสนองของผู้ชมได้ แต่ไม่ควรนำมาเป็นเป้าหมายเพียงอย่างเดียว
ธุรกิจควรพิจารณาคุณภาพของผู้ติดตามและการมีส่วนร่วมด้วย เช่น ลูกค้าสอบถามหรือไม่ มีคนบันทึกโพสต์หรือแชร์ต่อหรือไม่ มีผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้นหรือไม่ และสุดท้ายสามารถเปลี่ยนความสนใจให้กลายเป็นลูกค้าได้หรือไม่
การมีผู้ติดตามจำนวนมากแต่ไม่มีคนสนใจสินค้าจริง อาจมีประโยชน์ทางธุรกิจน้อยกว่าการมีผู้ติดตามจำนวนไม่มากแต่เป็นกลุ่มลูกค้าที่ตรงกับสินค้า
ดังนั้นควรสร้างทั้ง การมองเห็น (Visibility) และ การมีส่วนร่วม (Engagement) ควบคู่กับการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า
6. ระวังการซื้อโฆษณาหรือบริการจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
ปัจจุบันมีบริการด้านการตลาดออนไลน์จำนวนมาก ทั้งโฆษณา การเพิ่มการมองเห็น ผู้ติดตาม หรือการทำคอนเทนต์ ธุรกิจควรตรวจสอบผู้ให้บริการก่อนตัดสินใจ
สิ่งที่ควรพิจารณา เช่น
- มีข้อมูลธุรกิจชัดเจนหรือไม่
- มีช่องทางติดต่อที่ตรวจสอบได้หรือไม่
- มีเงื่อนไขบริการชัดเจนหรือไม่
- มีนโยบายเกี่ยวกับข้อมูลลูกค้าหรือไม่
- มีรีวิวหรือประสบการณ์จากผู้ใช้งานหรือไม่
- ขอข้อมูลสำคัญเกินความจำเป็นหรือไม่
โดยเฉพาะบริการที่เกี่ยวข้องกับบัญชีโซเชียลมีเดีย ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ หากบริการใดเรียกร้องรหัสผ่านหรือข้อมูลความปลอดภัยที่ไม่จำเป็น ธุรกิจควรพิจารณาความเสี่ยงก่อนดำเนินการ
7. อย่าให้ข้อมูลบัญชีส่วนตัวกับผู้ให้บริการโดยไม่จำเป็น
บัญชีโซเชียลมีเดียเป็นทรัพย์สินสำคัญของธุรกิจ หากสูญเสียการควบคุมบัญชี อาจกระทบทั้งลูกค้า รายได้ และภาพลักษณ์ของแบรนด์
ก่อนใช้บริการทางการตลาดควรตรวจสอบว่าจำเป็นต้องใช้ข้อมูลอะไรบ้าง หากสามารถทำงานผ่านลิงก์โปรไฟล์ ระบบเชื่อมต่อ หรือเครื่องมือที่ได้รับอนุญาต ก็ควรเลือกวิธีที่ลดการเปิดเผยข้อมูลสำคัญ
นอกจากนี้ควรเปิดใช้งานระบบรักษาความปลอดภัยของบัญชี เช่น การยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน และไม่ใช้รหัสผ่านเดียวกันกับทุกบริการ
8. ระวังการทำคอนเทนต์ที่ไม่ตรงกับภาพลักษณ์แบรนด์
คอนเทนต์ที่ได้รับความสนใจอาจช่วยเพิ่มการมองเห็น แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกกระแสเหมาะกับทุกธุรกิจ
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่ต้องการภาพลักษณ์มืออาชีพอาจต้องระมัดระวังการใช้มุกหรือกระแสที่มีความเสี่ยงต่อภาพลักษณ์ ขณะที่แบรนด์วัยรุ่นอาจสามารถสื่อสารด้วยภาษาที่เป็นกันเองมากกว่า
ก่อนโพสต์ควรถามตัวเองว่า
“หากลูกค้าเห็นโพสต์นี้ เขาจะเข้าใจแบรนด์ของเราอย่างไร?”
คำถามง่าย ๆ นี้ช่วยลดความผิดพลาดในการสื่อสารได้มาก
9. อย่าทำการตลาดตามคู่แข่งทุกอย่าง
การศึกษาคู่แข่งเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ แต่ไม่ควรลอกทุกอย่าง
หากคู่แข่งทำวิดีโอแล้วมียอดวิวสูง ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจของเราต้องทำเหมือนกันทันที เพราะกลุ่มลูกค้า จุดแข็ง และบุคลิกของแบรนด์อาจแตกต่างกัน
ควรนำข้อมูลคู่แข่งมาใช้เพื่อศึกษาแนวโน้มตลาด แล้วนำมาพัฒนากลยุทธ์ของตัวเอง
สิ่งที่ธุรกิจควรถามคือ
“เรามีอะไรที่แตกต่างจากคู่แข่ง?”
ความแตกต่างอาจเป็นราคา บริการ ความรวดเร็ว ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ การรับประกัน หรือรูปแบบการนำเสนอ
10. ระวังการเปลี่ยนกลยุทธ์บ่อยเกินไป
บางธุรกิจเห็นโพสต์หนึ่งไม่ประสบความสำเร็จก็เปลี่ยนกลยุทธ์ทันที ทำให้ไม่มีข้อมูลมากพอสำหรับการวิเคราะห์
การตลาดต้องใช้เวลาในการทดลองและเก็บข้อมูล หากเปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกัน จะไม่สามารถรู้ได้ว่าสิ่งใดทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนแปลง
แนวทางที่ดีคือทดลองทีละปัจจัย เช่น เปลี่ยนหัวข้อ เปลี่ยนรูปแบบภาพ หรือเปลี่ยนช่วงเวลาการเผยแพร่ แล้วเปรียบเทียบผล
การทำตลาดจึงควรเป็นกระบวนการ ทดลอง → วัดผล → วิเคราะห์ → ปรับปรุง
11. อย่าลืมเรื่องความเป็นส่วนตัวของลูกค้า
ข้อมูลลูกค้าเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะชื่อ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล ที่อยู่ หรือข้อมูลอื่น ๆ ที่สามารถเชื่อมโยงไปยังบุคคลได้
ธุรกิจควรเก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็น มีมาตรการรักษาความปลอดภัย และแจ้งวัตถุประสงค์ในการใช้ข้อมูลอย่างเหมาะสม
หากทำการตลาดผ่านฐานข้อมูลลูกค้า ก็ควรศึกษากฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย และข้อกำหนดของแพลตฟอร์มที่ใช้งาน
12. ระวังการส่งข้อความโฆษณามากเกินไป
การส่งโปรโมชั่นให้ลูกค้าเป็นเรื่องหนึ่ง แต่หากส่งบ่อยจนเกินไปอาจทำให้ลูกค้ารู้สึกรำคาญและเลิกติดตามแบรนด์
ธุรกิจควรสร้างสมดุลระหว่างคอนเทนต์ขายสินค้าและคอนเทนต์ที่ให้ประโยชน์
ตัวอย่างเช่น หากขายอุปกรณ์ทำอาหาร อาจนำเสนอสูตรอาหาร เทคนิคการเลือกอุปกรณ์ หรือไอเดียการใช้งานสินค้า ก่อนนำเสนอโปรโมชั่น
เมื่อลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์มีประโยชน์มากกว่าการพยายามขายอย่างเดียว ความสัมพันธ์กับแบรนด์ก็มีโอกาสแข็งแรงขึ้น
13. อย่าละเลยความคิดเห็นด้านลบ
ความคิดเห็นเชิงลบไม่ได้หมายความว่าธุรกิจล้มเหลวเสมอไป แต่สามารถเป็นข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจมองเห็นปัญหา
สิ่งสำคัญคือการตอบอย่างมืออาชีพ ไม่ใช้อารมณ์ และไม่โต้เถียงกับลูกค้าต่อหน้าสาธารณะโดยไม่จำเป็น
หากเป็นปัญหาจริง ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาทางแก้ไข หากเป็นความเข้าใจผิด ก็ควรอธิบายข้อมูลอย่างสุภาพ
การรับมือกับความคิดเห็นด้านลบอย่างเหมาะสมอาจช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคนอื่นที่กำลังอ่านความคิดเห็นเหล่านั้นด้วย
14. ระวังการใช้ Influencer โดยไม่ตรวจสอบกลุ่มผู้ติดตาม
Influencer Marketing สามารถช่วยให้แบรนด์เข้าถึงผู้ชมใหม่ ๆ แต่จำนวนผู้ติดตามไม่ควรเป็นเกณฑ์เดียวในการเลือก
ควรพิจารณาว่าผู้ติดตามของ Influencer ตรงกับกลุ่มลูกค้าหรือไม่ รูปแบบคอนเทนต์เหมาะกับแบรนด์หรือไม่ และผู้ชมมีส่วนร่วมกับเนื้อหามากน้อยเพียงใด
บางครั้ง Influencer ที่มีผู้ติดตามจำนวนไม่มาก แต่มีผู้ชมที่ตรงกับสินค้า อาจสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างจากบัญชีขนาดใหญ่
ดังนั้นควรดูทั้ง คุณภาพของผู้ชม ความเหมาะสมกับแบรนด์ และผลลัพธ์ของแคมเปญ
15. อย่าพึ่งพาแพลตฟอร์มเดียว
โลกออนไลน์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แพลตฟอร์มสามารถปรับอัลกอริทึม รูปแบบการแสดงผล หรือเงื่อนไขต่าง ๆ ได้
หากธุรกิจพึ่งพาแพลตฟอร์มเดียวทั้งหมด อาจเกิดความเสี่ยงเมื่อการเข้าถึงลดลง
ธุรกิจจึงควรสร้างช่องทางของตัวเองควบคู่ไปด้วย เช่น เว็บไซต์ ฐานข้อมูลลูกค้าที่จัดการอย่างถูกต้อง อีเมล หรือช่องทางติดต่ออื่น ๆ
แนวคิดสำคัญคือ อย่าให้ธุรกิจทั้งหมดขึ้นอยู่กับช่องทางเดียว
16. ระวังการตั้งโปรโมชั่นที่ทำให้กำไรหาย
โปรโมชั่นเป็นเครื่องมือที่ช่วยกระตุ้นยอดขาย แต่การลดราคามากเกินไปอาจทำให้ธุรกิจขายดีแต่กำไรลดลง
ก่อนจัดโปรโมชั่นควรคำนวณต้นทุนสินค้า ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม และต้นทุนอื่น ๆ
ตัวอย่างเช่น หากสินค้าชิ้นหนึ่งมีกำไรไม่มาก การลดราคาเพิ่มเติมพร้อมกับจ่ายค่าโฆษณา อาจทำให้ยอดขายเพิ่มแต่กำไรสุทธิลดลง
โปรโมชั่นที่ดีจึงไม่ใช่โปรโมชั่นที่ลดราคามากที่สุด แต่เป็นโปรโมชั่นที่สร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าโดยยังอยู่ในระดับที่ธุรกิจสามารถดำเนินงานได้
17. อย่ามองการตลาดแยกออกจากคุณภาพสินค้า
การตลาดสามารถทำให้คนรู้จักสินค้า แต่คุณภาพสินค้าและบริการเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจว่าจะกลับมาใช้บริการอีกหรือไม่
หากโฆษณาสร้างความคาดหวังไว้สูง แต่สินค้าหรือบริการไม่สามารถตอบโจทย์ได้ ลูกค้าอาจเกิดความผิดหวัง
ดังนั้นการตลาด ฝ่ายขาย ฝ่ายบริการ และฝ่ายพัฒนาสินค้าควรทำงานไปในทิศทางเดียวกัน
การตลาดที่ดีควรสร้างความคาดหวังที่สอดคล้องกับประสบการณ์จริงของลูกค้า
18. ระวังการละเมิดกฎของแพลตฟอร์ม
แต่ละแพลตฟอร์มมีข้อกำหนดเกี่ยวกับโฆษณา เนื้อหา บัญชี และพฤติกรรมที่อนุญาตแตกต่างกัน
ก่อนทำแคมเปญควรตรวจสอบนโยบายล่าสุดของแพลตฟอร์มที่ใช้ โดยเฉพาะธุรกิจที่ยิงโฆษณาหรือใช้บริการด้านการตลาดแบบอัตโนมัติ
หากละเมิดกฎ อาจเกิดปัญหาตั้งแต่โฆษณาไม่ผ่าน การจำกัดการเข้าถึง ไปจนถึงบัญชีถูกระงับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของการละเมิดและกฎของแต่ละแพลตฟอร์ม
19. อย่าลืมวิเคราะห์คู่แข่งและตลาดอย่างต่อเนื่อง
ตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ความต้องการของผู้บริโภคในวันนี้อาจไม่เหมือนกับเมื่อหนึ่งปีที่ผ่านมา
ธุรกิจจึงควรติดตามเทรนด์ พฤติกรรมลูกค้า ราคา โปรโมชั่น คู่แข่ง และรูปแบบคอนเทนต์ที่กำลังได้รับความสนใจ
แต่การติดตามเทรนด์ไม่ได้หมายความว่าต้องทำตามทุกเทรนด์ ควรเลือกเฉพาะสิ่งที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายและแบรนด์
20. อย่าลืมวัดผลในระยะยาว
การตลาดบางประเภทไม่ได้สร้างยอดขายทันที เช่น การสร้างแบรนด์ การทำ SEO การสร้างคอนเทนต์ และการสร้างชุมชนของลูกค้า
ดังนั้นไม่ควรตัดสินทุกแคมเปญจากยอดขายระยะสั้นเพียงอย่างเดียว
ควรวัดทั้งการรับรู้แบรนด์ จำนวนผู้เข้าชม การมีส่วนร่วม จำนวนลูกค้าใหม่ ลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ และต้นทุนในการหาลูกค้า
เมื่อมองข้อมูลในระยะยาว ธุรกิจจะเห็นแนวโน้มและสามารถวางแผนได้แม่นยำขึ้น
สรุปข้อควรระวังในการทำการตลาด
การทำการตลาดที่มีประสิทธิภาพไม่ได้เกิดจากการทำให้คนเห็นสินค้ามากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ คนที่ใช่เห็นข้อความที่ใช่ ในช่องทางที่เหมาะสม และได้รับข้อมูลที่น่าเชื่อถือ
ข้อควรระวังสำคัญที่ธุรกิจควรจำไว้ ได้แก่
- ต้องรู้จักกลุ่มเป้าหมาย
- วางแผนงบประมาณและวัดผล
- หลีกเลี่ยงการโฆษณาเกินจริง
- ตรวจสอบลิขสิทธิ์ของเนื้อหา
- อย่ายึดติดกับยอดไลค์เพียงอย่างเดียว
- ตรวจสอบผู้ให้บริการทางการตลาด
- ปกป้องข้อมูลบัญชีและข้อมูลลูกค้า
- รักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์
- ศึกษาคู่แข่งแต่ไม่ลอกเลียน
- ทดลองและวิเคราะห์ก่อนเปลี่ยนกลยุทธ์
- ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว
- ไม่ส่งโฆษณาถี่จนเกินไป
- รับมือความคิดเห็นด้านลบอย่างมืออาชีพ
- เลือก Influencer ให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย
- กระจายช่องทางการตลาด
- คำนวณกำไรก่อนจัดโปรโมชั่น
- ทำให้การตลาดสอดคล้องกับคุณภาพสินค้า
- ปฏิบัติตามกฎของแพลตฟอร์ม
- ติดตามตลาดอย่างสม่ำเสมอ
- วิเคราะห์ผลทั้งระยะสั้นและระยะยาว
ท้ายที่สุด การตลาดที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณสูงที่สุด แต่ควรเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างมีเป้าหมาย รู้ว่ากำลังสื่อสารกับใคร ต้องการให้ลูกค้าทำอะไร และสามารถวัดผลได้หรือไม่
สำหรับธุรกิจออนไลน์ สิ่งสำคัญคือการสร้างทั้ง การมองเห็น ความน่าเชื่อถือ การมีส่วนร่วม และความสัมพันธ์กับลูกค้า ไปพร้อมกัน เมื่อทั้งสี่ส่วนทำงานร่วมกัน การตลาดจะไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มยอดวิวหรือยอดผู้ติดตาม แต่สามารถกลายเป็นส่วนสำคัญในการสร้างการเติบโตของธุรกิจในระยะยาวได้